กระบวนการความคิด
ความคิดสร้างสรรค์เป็นลักษณะความคิดแบบการคิดหลายๆ แง่ หลายๆทาง คิดให้มากที่สุดเท่าที่จะนึกได้
เป็นการมองปัญหาในแนวกว้างเหมือนกับแสงอาทิตย์ที่แผ่รัศมีออกรอบด้าน
คนที่มีความคิดสร้างสรรค์นั้นจะเป็นคนที่มี
1. ความคิดริเริ่ม คือมีความคิดที่แปลกใหม่ต่างจากความคิดธรรมดา
2. มีความคิดยืดหยุ่น คือมีความสามารถในการคิดคำตอบได้หลายแง่หลายมุม
3. มีความคิดคล่องแคล่ว คือสามารถคิดหาคำตอบได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว รวดเร็ว และได้คำตอบมากที่สุดในเวลาที่จำกัด
4. มีความคิดละเอียดลออ คือการคิดได้ในรายละเอียดเพื่อขยายหรือตกแต่งความคิดหลักให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการคิดสิ่งใหม่ๆ โดยการลองผิด ลองถูก ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ
1. ขั้นเตรียมการ คือการข้อมูลหรือระบุปัญหา
2. ขั้นความคิดกำลังฟักตัว คือการอยู่ในความสับสนวุ่นวายของข้อมูลที่ได้มา
3. ขั้นความคิดกระจ่างชัด คือขั้นที่ความคิดสับสนได้รับการเรียบเรียงและเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ทำให้เห็นภาพรวมของความคิด
4. ขั้นทดสอบความคิดและพิสูจน์ให้เห็นจริง คือขั้นที่รับความคิดเห็นจากสามขั้นแรกข้างต้นมาพิสูจน์ว่าจริงหรือถูกต้องหรือไม่
Hutchinson มีความคิดว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นกระบวนการเชื่อมโยงความรู้ที่มีอยู่เข้าด้วยกัน อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาใหม่ที่คิดใช้เวลาการคิดเพียงสั้นๆอย่างรวดเร็วหรือยาวนานก็อาจเป็นไปได้ โดยมีลำดับการคิดดังนี้
1. ขั้นเตรียมเป็นการรวบรวมประสบการณ์ มีการลองผิดลองถูกและตั้งสมมุติฐานเพื่อแก้ปัญหา
2. ขั้นครุ่นคิดขัดข้องใจ เป็นระยะที่มีอารมณ์เครียด อันสืบเนื่องจากการครุ่นคิด แต่ยังคิดไม่ออก
3. ขั้นของการเกิดความคิด เป็นระยะที่เกิดความคิดในสมอง เป็นการมองเห็นวิธีแก้ปัญหาหรือพบคำตอบ
4. ขั้นพิสูจน์ เป็นระยะการตรวจสอบประเมินผลโดยใช้เกณฑ์ต่างๆเพื่อดูคำตอบที่คิดออกมานั้นเป็นจริงหรือไม่
Roger von Oech แยกความคิดออกเป็น 2 ประเภทคือความคิดอ่อนและ
ความคิดแข็ง
ความคิดแข็งนั้นจะมีคำตอบที่ถูกหรือผิดอย่างแน่นอน
แต่ความคิดอ่อนนั้นอาจมีคำตอบที่ถูกหลายอย่าง
ซึ่งฟอนโอชได้กล่าวถึงกระบวนการคิดสร้างสรรค์ไว้ว่าประกอบด้วย 2 ขั้นตอนคือ 1. กระบวนการเพาะตัว เป็นการสร้างความคิดใหม่
2. กระบวนการปฏิบัติการ เป็นการใช้ความคิดที่คิดขึ้นมาไปปฏิบัติงานจริง
ความคิดอย่างอ่อนเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการเพาะตัว เป็นการมองที่กว้างๆ เพื่อหาวิธีการต่างๆ
ส่วนความคิดอย่างแข็งนั้นมักใช้ในช่วงการปฏิบัติงานจริงๆ เมื่อต้องการประเมินความคิดและขจัดสิ่งต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงในการแก้ปัญหาออกไป
ตรวจดูผลดีผลเสียและความเสี่ยงรวมทั้งการเตรียมที่จะเปลี่ยนความคิดให้เป็นการกระทำด้วย


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น