“สมองเสื่อม”
“ภาวะสมองเสื่อม” เกิดจากความเสื่อมถอยของเซลล์สมองที่เกี่ยวกับความรอบรู้พฤติกรรม
บุคลิกภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด แต่เมื่อเป็นแล้วอาจมีความรุนแรงจนกระทบกระเทือนการใช้ชีวิตประจำวันได้ ภาวะสมองเสื่อมพบได้ร้อยละ 5ในคนอายุ 65 ปีขึ้นไป และพบได้ร้อยละ 20
ในกลุ่มคนอายุ 80 ปีขึ้นไป
ซึ่ง“โรคอัลไซเมอร์”
เป็นโรคที่พบมากที่สุดถึงร้อยละ 50-70 จากกลุ่มโรคที่มีภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด รองลงมาคือ “สมองเสื่อมจากโรคพาร์กินสัน”
อย่างไรก็ตาม ภาวะสมองเสื่อมยังเกิดจากโรคและสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย เช่น
เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากการพัฒนาของโปรตีนที่ผิดปกติภายในเซลล์สมอง ความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่สมองด้านหน้าและด้านข้าง (Fronto-
temporal) พันธุกรรม เนื้องอกในสมอง การติดเชื้อในสมอง การทำงานของต่อมไร้ท่อบางชนิดผิดปกติไป จากการใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อสมองเป็นเวลานาน
จากอุบัติเหตุ หรืออาจเกิดจากหลายสาเหตุรวมกัน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ภาวะสมองเสื่อมยังเกิดจากโรคและสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย เช่น
เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากการพัฒนาของโปรตีนที่ผิดปกติภายในเซลล์สมอง ความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่สมองด้านหน้าและด้านข้าง (Fronto-
temporal) พันธุกรรม เนื้องอกในสมอง การติดเชื้อในสมอง การทำงานของต่อมไร้ท่อบางชนิดผิดปกติไป จากการใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อสมองเป็นเวลานาน
จากอุบัติเหตุ หรืออาจเกิดจากหลายสาเหตุรวมกัน เป็นต้น
ยังมีสาเหตุที่น่าสนใจที่อาจนำมาซึ่งภาวะสมองเสื่อมได้อีกนั่นก็คือการขาดสารอาหารบางชนิด
เช่น วิตามินบี 1 บี 12 กรดโฟลิก
พบได้มากในคนที่ ติดสุราเรื้อรัง คนที่กินอาหารมังสวิรัติติดต่อกันนานกว่า 10
ปี คนที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กออกไป
ย้อนกลับมาที่โรคอัลไซเมอร์ซึ่งเป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบมากที่สุดและเราทุกคนก็มีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ได้ร้อยละ
10–15 ด้วยเช่นกัน โรคอัลไซเมอร์
ส่วนใหญ่จะพบมากในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป
ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้นทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นได้เท่าๆ
กัน
เนื่องจากคนมีอายุยืนยาวขึ้น
เมื่อเป็นโรคนี้เซลล์สมองจะถูกทำลาย โดยไม่มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดแทน
ส่งผลให้มีความบกพร่องทางสมอง ในส่วน ของสติปัญญา เช่น ความคิด ความจำ การใช้ภาษา
การตัดสินใจ การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ฯลฯ เป็นการเสื่อมสลายของเซลล์สมองอย่างช้าๆ
แต่ต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ได้นานประมาณ 3-20 ปี โดยเฉลี่ยที่ประมาณ 8 ปี
ขึ้นกับระยะเมื่อได้รับการวินิจฉัยและภาวะสุขภาพทางกายโดยรวม ของแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม
ภาวะสมองเสื่อมส่วนใหญ่ยังรักษาไม่ได้ แต่อาจชะลอการเสื่อม
ได้ด้วยวิธีการรักษาทางการแพทย์และการดูแลตัวเอง ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุด
ในการดูแลรักษาสมองของเราให้มีสุขภาพดีห่างไกลจากความเสื่อมให้ได้นาน
ที่สุดก็คือการป้องกันไว้อย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ โดยขอแนะนำดังนี้
+ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะส่งผลต่อสมองโดยตรง
+ ระวังเรื่องการใช้ยา ไม่ควรใช้ยาเอง
แต่ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่ง และเมื่อป่วยควร
นำยาที่รับประทานเป็นประจำไปให้แพทย์ดูด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงการสั่งยาซ้ำซ้อน
+ ระมัดระวังสารพิษและการเกิดอุบัติเหตุ
ที่กระทบกระเทือนศีรษะ
+ ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
หากพบโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงหรือความดัน โลหิตสูง
ต้องรักษาและปฏิบัติตัวตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
+ ออกกำลังกายเป็นประจำ
+ ผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีการต่างๆ
+ กินอาหารที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสมอง
และมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ซิลีเนียม
กรดไขมันดีเอชเอในกลุ่มโอเมก้า-3 ธาตุเหล็ก แป๊ะก๊วยและใบบัวบก ซึ่งมีผลการวิจัยพบสารสำคัญที่มีประโยชน์
ต่อสมอง เป็นต้น
+ ทำกิจกรรมต่างๆ
ที่ใช้ความคิดสม่ำเสมอ เพื่อบริหารสมองและความจำ เช่น เล่นหมากรุก ซุโดกุ
อ่านหนังสือ รวมถึง Brain Gym เป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหว
ร่างกายท่าต่างๆ ที่จะช่วยให้สมองสองซีกทำงานประสานกันได้ดีขึ้น เพิ่ม
ประสิทธิภาพการเรียนรู้ สมองตื่นตัว ช่วยเรื่องการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว
อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด และทำให้จิตใจสงบ
“สมอง” ของเราเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ตรวจสอบได้ยาก
กว่าจะรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีอาการและสัญญาณต่างๆ แสดงให้เห็นแล้ว
การหมั่นดูแล และป้องกันด้วยวิธีที่แนะนำต่างๆ
เหล่านี้ล้วนมีประโยชน์และไม่ควรมองข้าม
เพื่อรักษาสมองปราดเปรื่องให้อยู่กับเราจนแก่เฒ่า

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น