แก้ปัญหา
ในการทำงาน
สิ่งที่ผู้บริหารหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การเผชิญกับปัญหาที่ต้องตัดสินใจแก้ไข
จุดบอดของการแก้ปัญหาคือ การที่มองปัญหาไม่รอบคอบ ค้นหาปัญหาไม่เจอ
รีบตัดสินใจแก้ไปด้วยสำนึกที่มีอยู่ส่งผลให้ผิดพลาดได้และต้องมาแก้ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นอีกต่อไปไม่สิ้นสุด
ดังนั้น กระบวนการแก้ปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยมุมมองที่ละเอียด รอบคอบและอิงอยู่บนหลักการด้วยกระบวนการแก้ปัญหาและตัดสินใจประกอบด้วย1. การวิเคราะห์และระบุปัญหาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ปัญหาอาจมองเห็นได้ชัดและไม่ชัดเจน การพิจารณาให้มองว่าอะไร ต้องแก้ไข หรือ
ควรจะแก้ไข มากน้อย แค่ไหนนั่นคือสิ่งที่ต้องจัดการ หากเปรียบเทียบกับ “อริยสัจ 4” ก็คือ อะไร คือ “ทุกข์” ซึ่งหมายถึงปัญหานั่นเอง2. การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องในขั้นนี้ต้องอาศัยการรวบรวมข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุดเพื่อนำมาค้นหาสาเหตุของปัญหา
ซึ่งก็คือ “สมุทัย”ในความหมายของอริยสัจ• การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาใดๆคือการรวบรวมข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์
บางคนพอ เห็นปัญหาก็สรุปเลย แบบ Jump conclusion โดยไม่มีการวิเคราะห์ข้อมูลให้ถี่ถ้วน
ส่งผลให้เกิดปัญหาใหม่อีกไม่สิ้นสุด ข้อมูลที่สมบูรณ์หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ตามความเป็นจริง เรียกว่า “ภาวะวิสัย”
(Objective evidence) ไม่ใช่จากการปรุงแต่งใส่ไข่ด้วยอารมณ์ซึ่งมักพบบ่อยๆเรียกว่า
“สักวิสัย”(Subjective evidence)
ตามความเป็นจริง เรียกว่า “ภาวะวิสัย”
(Objective evidence) ไม่ใช่จากการปรุงแต่งใส่ไข่ด้วยอารมณ์ซึ่งมักพบบ่อยๆเรียกว่า
“สักวิสัย”(Subjective evidence)ตามความเป็นจริง เรียกว่า “ภาวะวิสัย”
(Objective evidence) ไม่ใช่จากการปรุงแต่งใส่ไข่ด้วยอารมณ์ซึ่งมักพบบ่อยๆเรียกว่า
“สักวิสัย”(Subjective evidence)• การวิเคราะห์ข้อมูลนำข้อมูลทั้งหมดมาแยกเป็นประเด็น
โดยวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมุมมองของ รูปธรรม คือสิ่งที่สัมผัสได้หรือ “อาการ”(Symptoms)
และนามธรรม
คือปัจจัยที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังที่ไม่ได้ปรากฏให้เราได้เห็น หรือ “ต้นเหตุ”( Cause) ซึ่งทุกปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนมาจากความไม่เป็นไปตามที่ควรเป็น
หรือความต้องการของมนุษย์• การค้นหาเหตุของปัญหาการทบทวน “อาการ” และ “ต้นเหตุ” ว่าสอดคล้องกันหรือไม่
โดยมองหลายๆมุมที่เป็นไปได้ ขั้นตอนนี้ ควรทำในรูปแบบระดมสมอง เพื่อให้ได้ทุมมองที่หลากหลาย
และการระบุปัญหาที่ สามารถครอบคลุม การแก้ไขให้เบ็ดเสร็จ• การสรุปประเด็นของปัญหาและสาเหตุที่แท้จริงเมื่อระบุปัญหาได้แล้ว นำมารวบรวมเป็นประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้อง
ในขั้นตอนนี้เราจะเริ่มมองเห็น แนวทางในการแก้ปัญหาได้แล้ว1. การพัฒนาทางเลือกได้แก่การมองหาแนวทางที่จะแก้ปัญหา
ก็คือ “นิโรธ”
ของอริยสัจ นั่นเอง สร้างทางเลือกหลายๆทาง
เอาประเด็นปัญหาที่เป็นไปได้ทั้งหมดมา หาคำตอบ
และระดมแนวทางแก้ปัญหาโดยสร้างคำตอบออกมา หลายๆแนวทางที่เป็นไปได้ โดยการสร้าง Decision
treeเพื่อให้เห็นหลายๆแนวทางแล้วเลือก แนวทาง ที่ดีที่สุด2.การประเมินทางเลือกเปรียบได้กับ “มรรค” หนทางแห่งการดับทุกข์ หรือ ปัญหา ในอริยสัจ ทบทวนทางเลือก วิเคราะห์
ความเสี่ยงนำแต่ละคำตอบมาวิเคราะห์ความเสี่ยง
ที่มีความเป็นไปได้ที่อาจเบี่ยงเบนผลลัพธ์3. เลือกวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดทำการเลือกวิธีแก้ปัญหาที่ให้ผลดีและครอบคลุมการแก้ปัญหามากที่สุด
กำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนทรัพยากรที่ใช้4. วิเคราะห์ผลที่ตามมาของการตัดสินใจโดยทำแบบทดสอบเหมือนจริง(
Simulation)5. การดำเนินการของการตัดสินใจปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจ
1. การรับรู้ภาพพจน์ (Stereotyping)คือการรับรู้และมีความโน้มเอียงในการยอมรับภาพพจน์ของบุคคล
ทำให้มีผลต่อการตัดสินใจ (BIAS) ทั้งด้านบวก และด้านลบ2. การรับรู้ในทางบวก(Halo
Effect) คือการรับรู้ในด้านบวกหรือด้านลบของบุคคลใดบุคคลหนึ่งมานาน
แล้วยอมให้คุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง มาบดบังอีกคุณลักษณะหนึ่ง เช่น ทำดีมาทั้งปี
พอทำผิด มีข้อบกพร่องก็มองข้ามไม่นำมาเป็นปัจจัยการตัดสินใจ หรือตรงกันข้าม
ทำไม่ดีมาทั้งปี ทำดีแค่สามเดือน ก่อนประเมินผู้ประเมินมองแต่ความดี
ไม่เอาสิ่งไม่ดีมาเป็นปัจจัยในการประเมินทฤษฎีเกม (Game Theory) กับการตัดสินใจทฤษฎีนี้พยายามจะคาดคะเนว่าบุคคลมีเหตุผลอย่างไรที่จะตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ของการแข่งขันหรือ
เพื่อการอยู่รอดบนความสญเสีย ผลประโยชน์น้อยที่สุด เป็นทฤษฎีที่ DR. NASH ได้รับรางวัลโนเบิลไพรซ์
และถูกนำมาประยุกต์กับ เศรษฐศาสตร์ การทหาร การแข่งขันในธุรกิจทั่วไปทฤษฎีนี้กล่าวถึงการตัดสินใจของบุคคลภายใต้สถานการณ์ที่แข่งขันชิงดี
และบีบขั้นโดยที่ไม่ทราบความคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพิจารณาถึง
เงื่อนไขที่กำหนดผลลัพธ์ในแต่ละสถานการที่ต้องตัดสินใจ ดังนั้น
ต่างฝ่ายต่างต้องเลือกทางที่สูญเสียน้อยที่สุด ซึ่งอาจไม่ใช่หนทางที่ได้ประโยชน์สูงสุด
ก็ได้ เช่นเกมนักโทษ (Prisoner dilemma)
นักโทษสองคนร่วมทำผิดถูกจับแยกขัง
เงื่อนไขการตัดสินคือ1. ถ้าคนใดรับสารภาพและปรักปรำอีกคน
เขาจะได้ลดโทษ
2. ถ้าคนหนึ่งสารภาพ อีกคนปฏิเสธ คนสารภาพจะได้อิสระ
คนปฏิเสธจะได้รับโทษสูงสุด
3. ถ้าทั้งสองคนสารภาพ จะได้ลดโทษแต่ไม่ได้ปล่อยอิสระ
4. ถ้าทั้งสองปฏิเสธ แต่ละคนจะได้รับโทษน้อยที่สุดเพราะขาดหลักฐานภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว
ถ้าทั้งคู่ร่วมมือสัญญากันหนักแน่น น่าจะเลือกปฏิเสธทั้งคู่
แต่ว่าถ้าอีกฝ่ายเกิดสารภาพตนก็จะได้รับโทษสูงสุด ปัญหาอยู่ที่ว่า “จะไว้ใจอีกคนได้อย่างไร
?”ทำให้ข้อที่4 ซึ่งดีที่สุด
ก็ไม่มีใครเลือก และมักไปเลือกข้อที่ 3 ซึ่งเป็นลักษณะของ Win-Win
ในยุคสงครามเย็นระหว่างรัสเซีย
และอเมริกาก็เช่นกัน มีการสะสมอาวุธนิวเคลีย กันโดยการขู่กันไปมา
หากใครใช้ก่อนก็จะตอบโต้ทันที ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย
อย่างเลี่ยงไม่ได้ ในที่สุด ทั้งคู่ก็เลือกวิธีลดอาวุธทั้งคู่และอเมริกาก็เช่นกัน มีการสะสมอาวุธนิวเคลีย กันโดยการขู่กันไปมา
หากใครใช้ก่อนก็จะตอบโต้ทันที ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย
อย่างเลี่ยงไม่ได้ ในที่สุด ทั้งคู่ก็เลือกวิธีลดอาวุธทั้งคู่และอเมริกาก็เช่นกัน มีการสะสมอาวุธนิวเคลีย กันโดยการขู่กันไปมา
หากใครใช้ก่อนก็จะตอบโต้ทันที ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย
อย่างเลี่ยงไม่ได้ ในที่สุด ทั้งคู่ก็เลือกวิธีลดอาวุธทั้งคู่
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น